อยากเปิดร้านกาแฟจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

อยากเปิดร้านกาแฟจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง

ธุรกิจร้านกาแฟถือว่าเป็นอาชีพที่คนสนใจมากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่นิยมดื่มกาแฟมากถึงวันละ 1-3 แก้ว โดยเฉพาะคนในวัยทำงานและนักศึกษา จึงเป็นสิ่งแสดงถึงความต้องการของผู้บริโภค หรือ demand ทางการตลาด จึงมีโอกาสขายสินค้าได้สูง แต่ก่อนจะเปิดร้านกาแฟได้อย่างประสบความสำเร็จ เจ้าของธุรกิจจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง มาดูกันเลย

เปิดร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

– มีพื้นที่ทำเลที่ดี ร้านกาแฟที่ดีจะต้องอยู่ติดถนนใหญ่ มีพื้นที่ให้จอดรถได้กว้างขวางอย่างน้อย 3-5 คัน เพื่อให้ลูกค้าสะดวกใช้บริการ ทั้งการนั่งดื่มที่ร้านและการแวะซื้อก่อนไปทำงาน ลองสังเกตดูจะพบว่าร้านกาแฟชื่อดังส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณใกล้กับศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าหรืออยู่ในพื้นที่ปั๊มน้ำมัน เพราะทำให้ลูกค้าสะดวกใช้บริการมากที่สุด หากทำเลดีก็เท่ากับมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจร้านกาแฟได้เกินครึ่งทางแล้ว

– รู้จักแหล่งวัตถุดิบทำกาแฟที่ดี ในการทำเครื่องดื่มกลุ่มชากาแฟ และโกโก้ สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ การเลือกแหล่งวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง รวมถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ในเครื่องดื่ม เช่น น้ำตาล ครีมเทียม นมสด นมข้น น้ำผึ้ง สารแต่งรสและกลิ่น ฯลฯ เจ้าของกิจการร้านกาแฟจะต้องเรียนรู้วิธีคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำมาบริการผู้บริโภค และหากเลือกจากแหล่งเพาะปลูกแบบออร์แกนิก หรือไม่มีการใช้สารเคมียาฆ่าแมลงด้วย ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค และสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านได้ด้วย

– มีประสบการณ์ในการขายและบริการ การที่มีคนสนใจทำธุรกิจร้านกาแฟมากขึ้น ก็เท่ากับว่าคุณมีคู่แข่งจำนวนมากขึ้นด้วย ดังนั้นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับร้านของคุณได้ คือ งานบริการและเทคนิคการนำเสนอสินค้า การคิดโปรโมชั่น หรือแต้มสะสมส่วนลดต่าง ๆ ให้ลูกค้าประทับใจ อาจต้องเรียนรู้จากการไปศึกษาดูงานหรือทดลองเป็นลูกจ้างในร้านที่มีชื่อเสียงก่อน เพื่อนำเทคนิคต่าง ๆ มาปรับใช้กับร้านตัวเอง

– มีแผนธุรกิจที่ดี การลงทุนทำร้านกาแฟ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น หากขายในย่านที่มีคู่แข่งสูง จึงต้องวางแผนธุรกิจให้รัดกุม ควบคุมค่าใช้จ่าย มีแหล่งเงินทุนสำรองสำหรับช่วงสร้างลูกค้าและเผื่อสำหรับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มีการคัดเลือกทีมงานหรือลูกน้องทุกคนที่มีคุณภาพ ซื่อสัตย์และรักงานบริการ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่มีปัญหาสะดุดในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การทำธุรกิจร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน การใส่ใจรายละเอียดและวิเคราะห์แก้ไขปัญหาไม่หยุดนิ่ง จึงจะช่วยให้ธุรกิจนี้สร้างชื่อเสียงและเป็นที่มาของรายได้ที่ดีได้อย่างแน่นอน

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านที่สนใจทำธุรกิจร้านกาแฟ ได้มองเห็นภาพรวมและวางแผนเพื่อการทำธุรกิจร้านกาแฟได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้นต่อไป

เปิดร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จ

อาหารเช้าที่เหมาะกับคนไม่อยากอ้วน

อาหารเช้าที่เหมาะกับคนไม่อยากอ้วน

อาหารมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อแรกที่สำคัญที่สุดของวัน หลังจากที่ร่างกายคนเราได้นอนหลับพักผ่อนมา 8 ชั่วโมง โดยถูกใช้พลังงานไปกับการซ่อมแซมเซลล์ร่างกายช่วงนอนหลับ ซึ่งมีการวิจัยที่พบว่าการเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมในมื้อเช้าดีต่อสุขภาพในระยะยาว และยังป้องกันปัญหาโรคอ้วนได้ด้วย จะมีอาหารอะไรบ้าง ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ มาดูกันเลย

อาหารอะไรบ้าง ที่กินแล้วไม่อ้วน

1. มีเส้นใย 1 ใน 3 ส่วน

มื้อเช้าของคนส่วนใหญ่ หากรับประทานเพียงแค่เนื้อสัตว์เช่น หมูปิ้ง ไก่ย่าง กับข้าวหรือข้าวเหนียว จะทำให้ไม่ได้รับไฟเบอร์หรือธัญพืชจากอาหาร ที่จะช่วยให้กระเพาะอิ่มได้นานจนถึงมื้อเที่ยง ทำให้เสี่ยงต่อการอยากกินอาหารจุกจิกเพิ่มระหว่างวัน ดังนั้น ควรเพิ่มให้มีไฟเบอร์จากผักสลัดหรือผลไม้ เช่น ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง ข้าวโพด ฯลฯ ให้เป็น 1 ใน 3 ส่วนของมื้อเช้า หรือเลือกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต แทนข้าวขาวหรือขนมปังสีขาวปกติ จะทำให้ห่างไกลปัญหาโรคอ้วนได้

2. เพิ่มเมนูไข่หรือโปรตีนไขมันต่ำ

การรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์หรือไข่ไก่ในมื้อเช้าช่วง 7-9 น. จะทำให้ร่างกายเริ่มกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้สมบูรณ์ ทำให้ระบบฮอร์โมนมีการหลั่งอย่างสมดุล ช่วยให้อารมณ์ดี สมองปลอดโปร่งและทำให้ลดอาการอยากกินของหวาน ที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้ดีขึ้น ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัวเช่น ไขมันในเลือดสูง ควรเลือกบริโภคไข่ขาวและเนื้อสัตว์ที่ไขมันน้อย เช่น ปลาทะเล เนื้อส่วนอกไก่ หรือเนื้อหมูสันใน แทนการรับประทานไส้กรอก หมูแฮม หรือเนื้อสัตว์ติดมันอื่น ๆ

3. แคลอรี่เหมาะสม

หลายคนเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า มื้อเช้าให้กินอย่างราชา ก็ถือว่ามีส่วนถูก แต่ขอเสริมเพิ่มเติมว่า ควรกำหนดให้มีค่าแคลอรี่หรือพลังงานจากอาหารในเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 350-400 แคลอรี่ด้วย เพื่อให้ระบบการย่อยและเผาผลาญอาหารทำงานได้อย่างมีสมดุล โดยเมนูอาหารที่แนะนำให้เป็นมื้อเช้า เช่น ข้าวมันไก่หรือข้าวขาหมูไม่ติดหนัง เกาเหลาเลือดหมูและลูกชิ้นพร้อมข้าวซ้อมมือ ก๋วยจั๊บไม่ใส่เครื่องใน ราดหน้าพิเศษผักคะน้า เป็นต้น

4. เจลหรืออาหารให้พลังงานนักกีฬา

สำหรับคนที่ตื่นมาออกกำลังกายช่วงเช้ามืดก่อนไปทำงาน 1-2 ชั่วโมง อาหารมื้อแรกมักเป็นเจลให้พลังงานสูง หรือธัญพืชแท่งสูตรคำนวณพลังงานสำหรับนักกีฬา ซึ่งดีต่อสุขภาพคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งนี้ ควรเสริมผลไม้สด เช่น กล้วยหอม ส้ม ฝรั่ง เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดเกลือแร่ที่สำคัญ อย่างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม มีส่วนช่วยป้องกันตะคริวได้

การรับประทานอาหารมื้อเช้าสำคัญต่อร่างกาย หากต้องการสุขภาพแข็งแรงและไร้ปัญหาโรคอ้วนตามมา ต้องปฏิบัติตามหลักโภชนาการที่ดีและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

อาหารอะไรบ้าง ที่กินแล้วไม่อ้วน

วิธีเพิ่มความสนุกและแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้มีรูปร่างที่ดีขึ้นและยังทำให้ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงได้ ในบทความนี้ เราได้รวบรวมวิธีเพิ่มความสนุกและเสริมแรงจูงใจในการออกกำลังกายมากขึ้น มาฝากกัน ดังนี้

1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน

หากคุณต้องการที่จะลดน้ำหนักเพื่อให้ใส่ชุดเดรสสวย ๆ สำหรับไปงานแต่งงานเพื่อน นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีเป้าหมายในการออกกำลังกายได้แล้ว ขอให้นำชุดนั้นมาแขวนไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้าเป็นประจำ เพื่อมีเป้าหมายที่จะลดน้ำหนักให้ได้เดือนละ 1-2 กิโลกรัม จะได้ใส่ชุดนั้นให้ได้อย่างสวยงามที่สุด

2. หาเพื่อนออกกำลังกายด้วยกัน

ไม่ว่าคุณจะมีเพื่อนที่ต้องการลดน้ำหนักอยู่แล้วหรือมีคนรักที่ยินดีจะออกกำลังกายเป็นเพื่อนคุณ ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้คุณออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องและรู้สึกเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะออกกำลังกายในยิมหรือในสวนสาธารณะ จะวิ่งหรือปั่นจักรยาน ก็จะทำให้มีสถิติที่ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ เลยทีเดียว

3. กำหนดวันเวลาออกกำลังกายที่ชัดเจน

เริ่มจากการวางแผนกำหนดวันและเวลาในการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจใช้แอปพลิเคชันออกกำลังกายที่ทำหน้าที่เป็นเลขาฯ คอยเตือนคุณก็ได้ แนะนำว่าควรเลือกออกกำลังกายช่วงเช้าตีห้าถึงเจ็ดโมง หรือตอนเย็นช่วงห้าโมงถึงหนึ่งทุ่ม จะทำให้คุณมีความกระปรี้กระเปร่าจากการปรับสมดุลของร่างกายมากที่สุด

4. การเลือกเสื้อผ้าสีสดใส

หากคุณสังเกตจะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าออกกำลังกายรวมถึงรองเท้ากีฬาส่วนใหญ่ จะมีสีฉูดฉาดเช่น เหลืองเขียวแดงแบบสะท้อนแสง ซึ่งเป็นหลักทางจิตวิทยาที่ช่วยให้คนเรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าในระหว่างการออกกำลังกายเพิ่มพลังให้ออกกำลังกายได้นานยิ่งขึ้น แนะนำว่าคุณควรจะเลือกสีแดงหรือสีส้มเป็นหลัก หรือเลือกสีที่คุณชอบเป็นพิเศษ เพื่อทำให้คุณรู้สึกอยากหยิบมาสวมใส่ออกกำลังกายบ่อย ๆ แถมถ่ายรูปใน IG เพื่ออวดคนอื่นได้สวยสะดุดตาด้วย

5. การใช้เพลงหรือเปิดคลิปสนุก ๆ

ระหว่างการออกกำลังกายเช่น ปั่นจักรยาน วิ่งระยะทางไกล แนะนำให้ใช้เพลงในมือถือหรือเปิด YouTube สนุก ๆ ฟังควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย จะทำให้ไม่รู้สึกเบื่อ เวลาจะผ่านไป 1 – 2 ชั่วโมง โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย

จะเห็นได้ว่า เทคนิคเพิ่มความสนุกและทำให้คุณมีแรงจูงใจในการออกกำลังกายมีอยู่หลายแบบ เราหวังว่าบทความนี้จะมีเทคนิคที่คุณชื่นชอบ เพื่อนำไปปรับใช้ให้ออกกำลังกายเป็นประจำ เสริมสุขภาพดีและห่างไกลโรคได้มากขึ้น

รวบรวมวิธีเพิ่มความสนุกและเสริมแรงจูงใจ

หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ถ้าอยากมีเงินเหลือ

พฤติกรรมใดที่ต้องหลีกเลี่ยง หากอยากมีเงินเก็บมากขึ้น

ใคร ๆ ก็อยากมีเงินในกระเป๋าเต็มตลอดทั้งเดือน แต่หลายคนมีปัญหาว่าเมื่อเงินเดือนเข้าแล้วก็ใช้หมดในไม่กี่วัน ทำอย่างไรถึงจะมีเงินเหลือเก็บได้ตลอดทั้งเดือน ไม่ต้องเสี่ยงต่อการกู้หนี้ยืมสิน และยังมีเงินออมเพื่ออนาคตได้ด้วย

เรามาดูกันว่าพฤติกรรมใดที่ต้องหลีกเลี่ยง หากอยากมีเงินเก็บมากขึ้น ดังนี้

1. ใช้เงินทุกครั้งที่มีเงินเข้าบัญชี

เมื่อมี Message ยืนยันว่ามีเงินเข้าบัญชี หลายคนจะดีใจและรีบไปถอนมาใช้จ่ายที่ต้องการ ซึ่งหลายร้านค้าจำนวนไม่น้อยจะใช้ช่วงเวลาทองต้นเดือนที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง จัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม ทำให้หลายคนอดใจไม่อยู่ ใช้เงินที่เพิ่งได้มาจากการทำงานทั้งเดือนหมดไปในเวลาไม่กี่วัน

2. ซื้อความสุขในปัจจุบันมากกว่าใส่ใจเงินในอนาคต

การที่ไม่มีใครเห็นได้ว่าอนาคตจะเราจะมีฐานะอย่างไร คนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการมีความสุขในปัจจุบัน ซื้อของกินของใช้ตามต้องการ แต่ผู้ที่มีวินัยในตัวเองและมีเป้าหมายว่าต้องการมีเงินเก็บในวัยเกษียณที่ไม่มีแรงทำงานแล้ว จะไม่ประมาท จึงมักเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเก็บเหลือมากกว่าคนอื่น

3. ไม่ศึกษาเรื่องการออมและลงทุน

การทำงานในระบบออฟฟิศหรือเป็นลูกจ้าง มักจะได้รับเงินเดือนแน่นอนเป็นงวด ซึ่งทำให้หลงลืมการศึกษาด้านการออมและลงทุน ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินที่ได้รับแต่ละเดือน คุณอาจไม่รู้ว่าเราสามารถเพิ่มมูลค่าเงินจากการไปซื้อหุ้นหรือกองทุนทองคำหรือลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า หากศึกษาแล้วจะมีแรงจูงใจที่จะเก็บเงินมากขึ้น

4. การขี้เกียจทำบันทึกรายรับรายจ่าย

ความขี้เกียจเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดวินัย โดยเฉพาะหากไม่มีบัญชีรายรับรายจ่ายก็จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าแต่ละวันคุณใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง เช่น อาหาร ปาร์ตี้ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าธรรมเนียมทางด่วน เป็นต้น จะทำให้ไม่มีโอกาสอุดช่องโหว่ของการใช้จ่ายได้จริง ทำให้ชีวิตคุณอยู่ในวงจรของการใช้เงินแบบเดิม ๆ เช่นนี้เรื่อยไป

5. ใช้จ่ายก่อนปลดหนี้

หลายคนมีหนี้สินรุงรัง เพราะนิยมรูดบัตรเครดิต โดยไม่เก็บเงินสำรองไว้ และเมื่อมีรายได้เข้ามาก็นำไปใช้จ่ายรายการใหม่ ๆ จนไม่มีเงินพอมาชำระหนี้บัตรเครดิตได้หมด ทำให้เกิดการคิดดอกเบี้ยค้างชำระ ที่ทำให้หนี้ก้อนโตขึ้น เป็นภาระให้กับตัวเอง เกิดความเครียดและทำให้หลายคนต้องไปกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาชำระหนี้อีก จึงไม่สามารถหลุดพ้นวงจรหนี้ได้จริง

จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องหยุด หากต้องการมีเงินเก็บเหลือมากขึ้น ที่สำคัญต้องวางแผนการเงินเพื่อการลงทุนเพิ่มมูลค่าของรายได้ในอนาคตให้มากขึ้น เพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ถ้าอยากมีเงินเหลือ

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร

ในแต่ละวัน คนเรามีบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำอยู่หลากหลายด้าน ซึ่งจำเป็นจะต้องแบ่งเวลาในการรับผิดชอบอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้ชีวิตมีสมดุลที่ดี ทั้งในด้านการงาน การเงิน ครอบครัว รวมถึง ยังทำให้มีเวลาสำหรับตัวเองในการผ่อนคลายและทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เพื่อเสริมสร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

การรักษาสมดุลที่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำไว้ให้ทุกคนใส่ใจที่จะแบ่งเวลาและให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม ได้แก่

1. ด้านการงาน

การทำงานที่รัก เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เพิ่มพูนทักษะความสามารถของตนเองและมีความภาคภูมิใจในตนเองอยู่เสมอ ผู้ที่มีความสุขกับการทำงานอย่างแท้จริง มักเกิดจากการได้ทำงานที่ชื่นชอบและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และหากเป็นงานที่มีผลดีต่อสังคม เช่น ช่วยในการลดโลกร้อน ลดขยะพลาสติก ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้มีพลังบวกในการทำงานที่ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

2. ด้านสุขภาพ

สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานหรือการประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น การใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารฮอร์โมนแห่งความสุข ที่จะช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างปกติ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

3. ด้านการเงิน

เมื่อได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน ควรรู้วิธีในการบริหารจัดการเงินที่เหมาะสม โดยยึดหลักเก็บออมก่อนใช้จ่าย ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้จ่ายเกินตัว และหากต้องการสร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุน ก็ต้องศึกษาประเภทการลงทุนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงในระดับที่รับได้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดทุนหรือสภาพคล่องติดลบ ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน จนไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายได้หมด

4. ด้านความสัมพันธ์

คนเราต้องมีครอบครัว พ่อแม่ บุตรหลาน รวมถึงเพื่อนฝูง ที่ต้องหมั่นดูแลซึ่งกันและกัน มีการสอบถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ ผู้ที่ให้ความสำคัญในเรื่องงานมากเกินไปจนละเลยการดูแลสมาชิกในครอบครัว จะทำให้เกิดภาวะตึงเครียดและทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปราะบาง เกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันได้ง่าย จึงทำให้ความสุขในชีวิตขาดหายไป

จะเห็นได้ว่า การรักษาสมดุลในชีวิตทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมา เป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน หากมีการละเลยหรือทุ่มเทกับด้านใดมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาว หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านได้สำรวจตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อปรับสมดุลในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร

อาชีพเสริม 2019 ที่คุณทำคู่กับงานประจำได้ อยากรวยเร็วต้องอ่าน

อาชีพเสริม 2019 ที่คุณทำคู่กับงานประจำได้ อยากรวยเร็วต้องอ่าน

สำหรับผู้ที่ทำงานประจำอยู่แล้ว แต่อยากสร้างช่องทางรวยมากขึ้นในปี 2019 การหาอาชีพเสริมทำเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เราขอแนะนำให้คุณอ่านบทความนี้จนจบ เพราะเราได้รวบรวมงานที่มีคนแนะนำและบอกต่อไว้เพื่อให้เห็นแนวทางทำอาชีพเสริม สร้างความร่ำรวยได้จริงในปี 2019

1. ขายอาหารปิ้งย่างร้อน ๆ

อาหารเป็นสินค้าที่ซื้อขายง่ายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอาหารแนวปิ้งย่างใหม่ ๆ ร้อน ๆ เช่น หมูปิ้ง ไก่ทอด ลูกชิ้นระเบิด ฯลฯ หากคุณถนัดในการทำอาหารอยู่แล้ว ก็สามารถคิดสูตรสำหรับหมักเนื้อสัตว์ ฯลฯ ให้มีความนุ่มและหวานอร่อยได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องคิดสูตรน้ำจิ้ม (แนะนำว่าให้ลองชิมจากเจ้าอื่น ๆ ที่คนนิยม) เพื่อทำรสชาติให้เป็นเอกลักษณ์ จะทำให้ลูกค้าติดใจและสร้างรายได้หลักหมื่นหลักแสนบาทต่อเดือนทีเดียว

2. ขายของใช้ที่ตลาดนัด

ปัจจุบันคนไม่ต้องการที่จะซื้อสิ่งของที่มีราคาแพงและยังต้องการความเป็นกันเองใกล้ชิดกับผู้ขาย ทั้งสามารถทดลองสินค้าได้หรือสอบถามข้อมูลได้ด้วย หากคุณชอบการพูดคุยและบริการลูกค้า ก็สามารถที่จะหาสินค้าที่น่าสนใจมาขายที่ตลาดนัดใกล้บ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น รองเท้า ตุ้มหู ฯลฯ โดยเช่าพื้นที่ตลาดนัดในช่วงเวลาเย็นหรือวันเสาร์อาทิตย์ เน้นขายไม่แพง บริการเป็นที่ประทับใจลูกค้า ย่อมมีลูกค้าประจำติดใจและชักชวนบอกกันต่อให้มาซื้อ สร้างรายได้ให้คุณเป็นกอบเป็นกำแน่นอน

3. ขายสินค้าออนไลน์

ปัจจุบันมีบริษัทที่รับตัวแทนจำหน่ายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เสื้อผ้าเด็ก ของใช้ในบ้าน ฯลฯ แม้คุณมีเงินลงทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะสมัครและทดลองใช้สินค้า กลายเป็นตัวแทนขายสินค้าออนไลน์ได้ทันที ซึ่งคุณสามารถประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook หรือ กลุ่มไลน์ที่คุณเป็นสมาชิกอยู่แล้วได้เลย

4. ตัวแทนประกัน

ปัจจุบันผู้คนมีความเสี่ยงตลอดเวลา ทั้งจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีค่ารักษาพยาบาลที่สูง หากต้องมีการนอนโรงพยาบาล ก็ต้องขาดรายได้และมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักพันหลักหมื่นเลยทีเดียว การทำประกันจึงเป็นการลดความเสี่ยงต่อภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งมีผู้ที่ต้องการทำประกันเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ยังขาดตัวแทนที่รับผิดชอบและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หากคุณเป็นคนสนใจงานการประกันภัยอยู่แล้ว ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมคู่กับงานประจำได้อย่างแน่นอน

จะเห็นได้ว่า อาชีพเสริมที่สามารถทำได้ในปี 2562 มีหลากหลาย ขอเพียงคุณรู้ความถนัดของตัวเองและทำอย่างตั้งใจก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้สม่ำเสมอเสริมกับงานประจำ ทำให้มีฐานะที่ดี ร่ำรวยขึ้นได้อย่างแน่นอน

ตัวแทนประกัน

รักลูกให้ถูกวิธี ก่อนจะเป็นพ่อแม่รังแกฉัน

รักลูกให้ถูกวิธี ก่อนจะเป็นพ่อแม่รังแกฉัน

เด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาว ที่พ่อแม่นั้นแต่งแต้มสีสันลงไปโดยผ่านการเลี้ยงดู ซึ่งหลายครั้งที่พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกตามประสบการณ์ของตัวเอง ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโดยยึดเอาความคาดหวังของตัวเองเป็นหลัก โดยธรรมชาติของพ่อแม่นั้น ย่อมต้องการให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด เป็นคนดี ประสบความสำเร็จในชีวิต เราจึงใส่ทุกสิ่ง สอนทุกอย่างที่เราคิดว่าลูกของเราจำเป็นต้องใช้ให้กับลูก โดยที่หลายครั้งเราก็ลืมคิดไปว่า เรากับลูกนั้นไม่ได้เหมือนกัน 100% ดังนั้นแล้วการเลี้ยงลูกจึงถือว่าเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนควรเอาใจใส่ และให้ความสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการเป็นพ่อแม่ที่ดีกันทั้งนั้น และหวังดีกับลูกที่สุด แต่บางพฤติกรรมหรือบางการกระทำที่ไม่ได้ไตร่ตรองหรือเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเองที่ทำให้ส่งผลต่อความรู้สึกของลูก โปรดจำไว้ว่าความรู้สึกของลูกคุณนั้นสำคัญที่สุด ในทางจิตวิทยาได้กล่าวไว้ว่าจิตใต้สำนึกของคนเรานั้นจะเปิดรับรู้ได้ดีตอนที่เราอายุ 7 ขวบ สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำนั้น มีดังต่อไปนี้

1.การตามใจลูกมากเกินไป

หากพ่อแม่ตามใจลูกมากเกินไปจะทำให้ลูกติดนิสัยได้และไม่รู้จักที่จะอดทน รอคอยและไม่รู้จักที่จะเสียสละแบ่งปันกับผู้อื่น ดังนั้นจงหัดที่จะให้ลูกได้รอคอยและควรให้ความหมายด้วยว่าให้รอคอยไปเพื่ออะไรและภายหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้

2.การปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูก

การที่เด็กจะมีสิทธิเสรีภาพและรู้สึกเป็นอิสระได้นั้นคือการได้มีพื้นที่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ หากเด็กถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์มากเกินไปจะทำให้เด็กไม่กล้าแสดงออก ไม่มีจินตนาการ ไม่เป็นตัวของตัวเองและไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ

3.การให้รางวัลเฉพาะเวลาที่ลูกทำสิ่งดี ๆ แต่ดุด่าและทำร้ายเวลาลูกทำผิด

การที่ลูกทำดีนั้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรให้การชื่นชมยกย่องและพ่อแม่ควรให้เหตุผลไปด้วยว่า แม้ว่าลูกจะทำถูกหรือผิดพ่อกับแม่ก็รักลูกอยู่ดี พร้อมจะให้อภัยและอยู่ข้างลูกเสมอแต่เมื่อลูกทำผิดลูกต้องได้รับการเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นจะส่งผลอย่างไรและลูกไม่ควรทำอีก บางครั้งสิ่งนั้นอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่นได้

การตามใจลูกมากเกินไป

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ ให้ความสำคัญกับลูกมาก ๆ ไม่ใช่การดุด่าว่ากล่าว แต่เป็นการรับฟังให้มากขึ้นเพราะการเป็นผู้ฟังที่ดีนั่นคือ สิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่พ่อแม่ควรให้กับลูก จะทำให้ลูกเกิดความเชื่อใจ ไว้ใจ กล้าที่จะบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้พ่อกับแม่ฟัง ทุกครั้งที่มีปัญหาลูกจะนึกถึงพ่อกับแม่ก่อนเสมอ ที่สำคัญคือการยอมรับและเข้าใจในสิ่งที่เค้าเป็น ไม่ว่าลูกจะชอบอะไรหรืออยากทำอะไรก็ควรส่งเสริม ให้กำลังใจและคอยสนับสนุนพวกเขา จะทำให้ลูกของเรามีกำลังใจและมั่นใจในตัวเอง

บริหารเวลาอย่างไรให้ธุระสำเร็จได้รอบด้าน

บริหารเวลาอย่างไรให้ธุระสำเร็จได้รอบด้าน

ในปัจจุบันกิจวัตรประจำวันของคนเรามีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแข่งขันทางอาชีพตามภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ทั้งวัยเรียนและวัยทำงานต้องบริหารจัดการเวลาทำธุระต่าง ๆ ให้สำเร็จได้มากขึ้นในแต่ละวัน ในบทความนี้ เราจึงรวบรวมเทคนิคการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพในการจัดการธุระได้รอบด้านมาฝากกัน ดังนี้

เทคนิคการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ

1. พกสมุดเพื่อจดรายการที่ต้องทำและแยกไว้ให้เป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน เช่น ธุระของครอบครัว การติดต่อธุรกิจ การทำธุรกรรมการเงิน ฯลฯ เมื่อแยกหัวข้อหลักได้แล้ว ก็ให้ใส่รายการหัวข้อย่อยลงไปตามลำดับความสำคัญก่อนหลังและความเร่งด่วน จะทำให้คุณมองภาพรวมของสิ่งที่ต้องทำออกมาได้ดียิ่งขึ้น

2. เลือกช่วงเวลาและสถานที่ติดต่อธุระให้เหมาะสม เช่น ในช่วงวันจันทร์ตอนเช้า ธนาคารจะมีผู้ใช้บริการหนาแน่นและต้องรอคิวหลายชั่วโมง คุณจึงควรใช้บริการธนาคารออนไลน์ทางมือถือ หรือเปลี่ยนไปใช้บริการวันอังคารหรือวันพุธที่คนน้อยกว่าแทน หรืออาจเลือกสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านในวันที่คุณตั้งใจจะไปซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้านอยู่แล้วก็ได้

3. ซื้อสินค้าที่ใช้ประจำแบบแพ็คใหญ่มาตุนไว้สำหรับ 1-2 เดือน เป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มาก เช่น กระดาษชำระ ผ้าอนามัย น้ำยาขัดห้องน้ำ ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ทำให้คุณลดความถี่ในการมาซื้อสินค้า ที่ทำให้ต้องเสียเวลาเดินทาง หาที่จอดรถ และคอยคิวชำระเงิน โดยเฉพาะในช่วงต้นและปลายเดือนที่คนทั่วไปนิยมมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก

เทคนิคการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ

4. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ปัจจุบันมีหลายกิจกรรมที่ทำผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือได้ เช่น ส่งอีเมลไปให้ลูกค้าแบบตั้งเวลาได้ ประชุมสายแบบกลุ่มกับทีมทำงานผ่านมือถือ ตั้งนาฬิกาปลุกนัดสำคัญกับลูกค้า นอกจากนั้น ยังมีบริการจัดส่งสินค้าและเอกสารทางแมสเซ็นเจอร์ออนไลน์ ทั้งแบบจ่ายรายครั้งและแบบแพ็กเกจรายเดือน ทำให้คุณประหยัดเวลา ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด จึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อีกมาก

5. การใช้ระบบ GPS หรือ Google map ในโทรศัพท์มือถือสำหรับวางแผนการเดินทาง เพื่อเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดและรถติดน้อยที่สุด สำหรับการไปธุระที่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถกำหนดสถานที่หลายแห่งให้ระบบ AI คำนวณเส้นทางที่ดีที่สุดได้ด้วย จึงทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่า การเทคนิคการจัดการธุระอย่างรอบด้านที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้การบริหารเวลาแต่ละวันของคุณมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และเหลือเวลาพอที่จะไปทำกิจกรรมที่ชื่นชอบอื่น ๆ ได้อีกมาก

บริหารเวลาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

บริหารเวลาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในยุค 5g ที่กำลังจะมาถึงนี้ เราทุกคนต่างใช้เทคโนโลยีในการเรียนและการทำงาน หากไม่สามารถบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพได้ ก็จะทำงานไม่ได้ทันตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาฝากกัน ดังนี้

1. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการนอนหลับ การนอนหลับต้องให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มืดสนิท ไม่มีเสียงเพลงรบกวน ทั้งนี้ควรจะนอนในช่วงเวลา 4 ทุ่มจนถึงตีสอง เพราะจะตรงกับนาฬิกาชีวิตคือจะมีการหลั่งเมลาโทนินและ Growth Hormone ในช่วงกลางคืน ที่จะช่วยในการซ่อมแซมร่างกายและช่วยในการฟื้นฟูกำลังให้มีความสุขสดชื่นตลอดทั้งวัน ถ้าคุณภาพการนอนหลับไม่ดี อารมณ์จะไม่แจ่มใสและไม่มีสมาธิบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. กำหนดเวลาในการเข้าอินเทอร์เน็ต หรือการเปิดรับโทรศัพท์มือถือเป็นช่วงเวลา เพื่อให้การทำงานของคุณมีสมาธิอยู่เสมอ หากมีการเช็ค email ก็ควรจะเป็นเฉพาะเรื่องงาน ไม่ควรจะใช้เวลากับการเล่น Instagram หรือ Facebook ในเวลางาน รวมถึงไม่ควรตอบไลน์บ่อย ๆ เพราะจะทำให้จิตใจหมกมุ่นอยู่กับการคุย ทำให้ไม่สามารถมีสมาธิกับการทำงานได้เต็มที่

3. ให้เวลากับการออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารสำคัญและฮอร์โมนต่าง ๆ ออกมาปรับสมดุลของทุกอวัยวะให้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถทำงาน คิดและก็จดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือทำให้คุณแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยจนต้องขอลางาน ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของคุณไปด้วยอย่างแน่นอน

4. มีการวางแผนงานที่ต้องทำในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนนอน หรือตื่นนอนตอนเช้า (เลือกตามที่แต่ละคนสะดวก) จะช่วยทำให้คุณมองเห็นแนวทางว่าวันนั้นควรจะให้เวลากับสิ่งใดที่ด่วนและสำคัญก่อน หากสิ่งใดไม่สำคัญ ควรจะมอบหมายใครทำแทน หรือต้องสั่งงานใครเพื่อการติดตามผลในวันหลังบ้าง เป็นต้น การวางแผนจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทหน้าที่การงานหลายด้านหรือเป็นผู้บริหาร

รวบรวมวิธีการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าวิธีการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่กล่าวไปทั้งสี่ข้อ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้ สามารถปรับใช้ได้กับการทำงานทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมีสุขภาพกายและจิตที่ดีขึ้น ลดความเครียด เพราะสามารถแบ่งเวลาเหมาะสม งานต่างๆ จึงสำเร็จตามแผนที่วางไว้ได้ดีขึ้น และสามารถทำให้คุณเติบโตก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าเดิม

บริหารเวลาอย่างไรให้มีเวลาเหลือเป็นของตัวเอง

บริหารเวลาอย่างไรให้มีเวลาเหลือเป็นของตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแต่ละวันคนเรามีเรื่องต้องทำมากมาย ทั้งที่ 1 วันมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ดูเหมือนว่าเวลาของคนส่วนใหญ่เทไปกับการทำงานที่ยืดเยื้อและการเดินทางบนท้องถนน จนดูเหมือนว่าไม่เหลือเวลาเป็นของตัวเองเลย วันนี้เราจะมาแชร์เทคนิคการบริหารเวลา เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น ดังนี้

ทำสิ่งที่สำคัญก่อน

อย่างแรก คือการเลือกในสิ่งที่สำคัญกับตัวเรามากที่สุด ซึ่งต้องมาจากการลำดับแผนงานหาสิ่งที่สำคัญที่สุดและเร่งด่วนที่สุด ที่คุณต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนในครึ่งวันเช้า ที่มีพลังงานเหลือเฟือหลังจากการหลับเต็มอิ่มมาตลอดคืน ก่อนที่จะให้เวลากับสิ่งที่สำคัญน้อยกว่าหรือสิ่งที่ไม่ต้องทำก็ได้ในช่วงบ่ายเย็นหรือค่ำ

มีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากขึ้น

หากคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยไม่มีเป้าหมาย มันเป็นเรื่องยากที่จะมีความมุ่งมั่นที่จะจัดแบ่งเวลาให้ได้แบบมืออาชีพ เพราะคุณจะทำงานไปตามอารมณ์ ลองสังเกตดูว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน แม้จะมีความขี้เกียจ เหนื่อยหน่าย หรือมีอุปสรรค แต่ก็ต้องฟันฝ่าไป คุณจะสามารถบริหารเวลาได้ดียิ่งขึ้นถ้ามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตที่ชัดเจนแบบพวกเขา

จดจ่อกับปัจจุบัน

หากคุณมัวแต่คิดถึงเรื่องในอดีตหรือพะวงกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต คุณจะขาดสมาธิที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เกิดอาการใจลอย เหม่อลอย งานจึงผิดพลาดบ่อยและทำให้คุณต้องเสียเวลากลับมาย้อนแก้ไขซ้ำอีก ต้องเตือนตัวเองว่าการคิดวนอยู่ซ้ำ ๆ จะยิ่งทำให้เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ และทำให้ไม่มีงานชิ้นใดสำเร็จเลย นั่นก็จะทำให้คุณไม่เหลือเวลาให้กับตัวเองด้วย

ใช้เครื่องทุ่นแรง

การใช้เครื่องทุ่นแรงที่เราหมายถึงไม่ได้ให้คุณไป Copy ลอกเลียนงานของใครเพื่อเอาไปส่งเจ้านาย เพราะมันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาและเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น เราหมายถึงการให้คุณศึกษาแอพพลิเคชั่นหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าลืมว่าเราอยู่ในยุค 5g แล้ว มีเครื่องทุ่นแรงมากมายที่ทำให้คุณลดเวลาในการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น

– การใช้คำสั่งเสียงแทนการพิมพ์เสิร์ชหาข้อมูล สำหรับคนที่ไม่สามารถพิมพ์ดีดสัมผัสได้หรือไม่ถนัดการพิมพ์ข้อมูลผ่านมือถือที่มีแป้นกดขนาดเล็ก

– การใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับจ้างให้มารับสิ่งของไปส่งยังลูกค้าเป้าหมายปลายทางด้วยความรวดเร็ว ทดแทนการที่จะต้องขับรถไปส่งของเอง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ทำให้คุณไปปรับใช้กับวิถีชีวิตประจำวัน ให้มีเวลาเหลือเฟือเป็นของตัวเองไปทำสิ่งอื่นที่ต้องการได้อีกมากขึ้น