3 สิ่งที่ควรรู้ การค้นหาตัวเองเพื่อความสุขในชีวิต

3 สิ่งที่ควรรู้ การค้นหาตัวเองเพื่อความสุขในชีวิต

การค้นหาตัวเอง คือ การต้องการทราบว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งตรงไหน บางคนอายุ 40 – 60 ปี ไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าตัวเองถนัด ชอบหรืออยากทำอะไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 3 สิ่งที่ควรรู้ ในการค้นหาตัวเองเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่รัก จะได้มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

1. ไม่ปล่อยชีวิตตามกระแสรอบข้าง
เมื่อมีความกล้าหาญ ไม่ปล่อยให้ชีวิตไปตามกระแสรอบข้างหรือฝืนทำในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ชอบหรือมีความถนัด เพื่อเลือกในสิ่งที่ตัวเองรักจริง ๆ ว่าอยากทำอะไร ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขในระยะยาว เนื่องจากทำสิ่งนั้นได้ดีและนำไปสู่ความสำเร็จอีกด้วย

2. เชื่อในเรื่องพรสวรรค์และพรแสวง
ความเชื่อในเรื่องพรแสวง มีบางคนบอกว่า ถ้าคุณทุ่มเททำอะไรอย่างจริงจังหรือเต็มที่เป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง ก็จะทำให้เชี่ยวชาญหรือเก่งเรื่องนั้น แต่ในความเป็นจริงมีจุดแนวร่วมประสานกันอยู่ คือ นอกจากจะมีการฝึกฝนเรื่องพรแสวงแล้ว ก็ต้องมีพรสวรรค์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น BEETHOVEN ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ยังไม่ได้สะสมชั่วโมงการแต่งเพลงก็สามารถแต่งโน้ตเพลงได้มากมายจนโด่งดัง ลักษณะเช่นนี้เป็นพรสวรรค์ ซึ่งคนทั่วไปมักจะมีพรสวรรค์ในบางเรื่องอยู่ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกันอยู่แล้ว หากได้ฝึกฝนต่อก็จะทำให้ทำสิ่งนั้นดีเยี่ยม เพราะฉะนั้น ไม่ควรปฏิเสธด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง

3. มี HERO ในดวงใจ
การที่จะมีแรงบันดาลใจอยากจะทำสิ่งที่รักนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการเห็น HERO ในดวงใจ เช่น เด็กที่ชอบดูฟุตบอลแล้วได้เห็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก ทำให้ชอบคนนี้เป็นพิเศษ จึงเกิดความรู้สึกว่า อยากจะเป็นนักฟุตบอล ความรู้สึกนี้บางทีเกิดมาชั่ววูบ 1 – 3 เดือน แล้วเลิกไป บางคนก็เกิดความรู้สึกยาวนานแล้วได้ทำตามนั้นจริง แต่คนที่ทำตาม HERO มักพบว่าเป็นคนส่วนน้อย เนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็น การเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายแล้วต้องเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้จบปริญญาตรี เมื่อจบแล้วต้องหางานทำให้ได้ก่อนเพื่อให้มีเงินเดือนใช้ จะได้มีความมั่นคงในชีวิต ทำให้เกิดความคิดว่าถ้าจะทำอย่างที่หัวใจเรียกร้องด้วยการตาม HERO ที่ชื่นชอบ ก็คงเสี่ยงเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินรอยตาม HERO ในดวงใจ อาจจะไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ก็สามารถทำได้ในบางเรื่อง เช่น นำแนวคิดและทัศนคติที่ดีของบุคคลต้นแบบที่ชื่นชอบมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์

3 สิ่งที่ควรรู้ในการค้นหาตัวเองเพื่อได้ทำสิ่งที่รักดังกล่าวข้างต้น บางคนบอกว่าเป็นเรื่องอุดมคติหรือพูดเล่น ๆ ได้ ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากบางคนได้ทำงาน 3 – 10 ปีแล้ว จะให้มาเปลี่ยนวิถีชีวิตตอนนี้แล้วเริ่มเรียนรู้และทำสิ่งใหม่ ก็เกรงว่าจะทำไม่ได้ บางคนมีครอบครัวและมีลูกแล้ว จะให้วางมือจากงานที่ทำปัจจุบันเพื่อศึกษาการทำสิ่งที่รัก ก็คงคิดหนักเลยทีเดียว หากไม่กล้าลงมือทำ ได้แต่พูดคุย สุดท้ายก็ดำเนินชีวิตไปตามแบบเก่าหรือทำงานเดิมนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่ก็มีบางคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงมาทำสิ่งที่ตนถนัดและชื่นชอบ ก็เป็นหนทางใหม่ที่อย่างน้อยก็มีความสุขและพอใจในการทำงานทุกวัน ส่วนจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวคุณเอง

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน ที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน ที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

พนักงานถือว่าเป็นทรัพยากรอันดับหนึ่งขององค์กรที่เป็นหลักประกันในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ซึ่งลักษณะของพนักงานมี 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง พนักงานที่มีความปรารถนาที่จะทำงานให้กับองค์กรด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์และไม่คิดจะลาออกไปไหน แต่ไม่คิดจะพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าต่อไป ซึ่งแตกต่างกับแบบที่สอง พนักงานที่มีความผูกพัน จนมีความทุ่มเท มุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงความลำบากของตัวเอง เราจึงมีผลสำรวจ ตัวอย่างพร้อมเทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรแบบซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ดังต่อไปนี้

ผลสำรวจความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กร

การสำรวจ 140 ประเทศ จากพนักงาน 150,000 คน มีพนักงานเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีความผูกพันต่อองค์กร และพนักงาน 63 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีความผูกพันต่อองค์กร ส่วนพนักงานที่เหลืออีก 24 เปอร์เซ็นต์ เป็นพนักงานที่ชอบเผยแพร่ความคิดในแง่ลบเพราะไม่มีความรักต่อองค์กรเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีความสุขในการทำงาน

ตัวอย่าง องค์กรที่พนักงานมีความผูกพันแบบซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

บริษัท องค์กร ห้างร้าน ราชการหรืออื่น ๆ ล้วนต้องการพนักงานที่มีความจงรักภักดี ทุ่มเทอุทิศตน เพื่อที่จะได้มีความเติบโตและขยายกิจการ เช่น การเติบโตของกูเกิ้ลซึ่งเป็นบริษัทที่มีการขยายกิจการอย่างกว้างขวาง จนมูลค่าหุ้นของบริษัทประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเท่ากับ GDP ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นบริษัทที่ไม่ใช่เฉพาะหาข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีแผนที่ดูโลกทั้งใบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือสถานที่ตรงไหนก็ตาม และยังสามารถนำรถติดกล้องแล้ววิ่งถ่ายภาพเก็บไปทั่ว สามารถดูวิวของพื้นที่ในเมืองแต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดกูเกิ้ลเป็นล้านเล่มทั่วโลก จุดประสงค์ให้ผู้คนค้นดูได้ในห้องสมุดออนไลน์ รวมถึงยังจะให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรูปแบบ Wi-Fi ในราคาถูกให้กับผู้คน 3,000 ล้านคนในโลก ไม่ว่าจะอยู่ชนบทก็ตาม เนื่องจากได้ข่าวว่ากูเกิ้ลซื้อดาวเทียม 180 ดวง ไปกุมพื้นที่โลกเป็นจำนวนเงิน 90,000 กว่าล้านบาท

การที่ Google ประสบความสำเร็จเริ่มจาก Search Engine ค้นอะไรก็เจอไปหมด บอล เกม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วิธีทำอาหาร จนต่อมาประสบความสำเร็จกับ playstore ในมือถือแอนดรอย การให้บริการของกูเกิ้ลทำให้ผู้ใช้คาดไม่ถึงว่าจะให้ได้ขนาดนี้ เหตุผลก็เพราะว่ากูเกิ้ลสามารถทำให้พนักงาน มีความรักและมีไฟในการทำงาน ด้วยการให้ความสะดวกได้อย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่เลี้ยงฟรี นอนที่เก้าอี้นอนโดยมีที่คลุมศีรษะเพื่อไม่ให้มีการรบกวนของแสงและเสียงของคนอื่น อาบน้ำในเวลาไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำ ลานโบวิ่ง สนามเปตอง โรงยิม สิ่งเหล่านี้เป็นการเอาใจพนักงานให้มีความรู้สึกเหมือนบ้านแบบไม่ต้องไปไหนเลย รวมถึงให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อที่จะให้เวลาพิเศษ 1 วัน ว่าอยากทำอะไร

ด้วยการรวมกลุ่มกันสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หากมีแนวความคิดที่ดีและประสบความสำเร็จ จากพนักงานธรรมดาก็มีสิทธิ์กลายเป็นผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นได้ เมื่อบริษัทให้พนักงานอย่างยุติธรรมทำให้มีบัณฑิตที่จบใหม่แห่มาสมัครประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้บริษัทอื่น ๆ แม้กระทั่งบริษัท ไมโครซอฟท์ ยังไม่เทียบเท่าเลย จึงต้องรอบริษัทกูเกิ้ลรับไปก่อน หากคนสมัครเหลือ บริษัทอื่นค่อยมารับส่วนที่เหลือ

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน

คัดเลือกพนักงานให้เหมาะสมกับองค์กรในการสร้างทีมทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะผู้บริหารหรือผู้จัดการ เพราะจากการวิจัยได้กล่าวว่า ผู้บริหาร 1 คนที่ไม่ทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่จะส่งผลให้พนักงานอีก 3 คนไม่ทุ่มเทในการทำงานเช่นเดียวกัน

เปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้จุดแข็งในการทำงาน เนื่องจากเมื่อได้ให้พนักงานทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ นอกจากนี้เปิดโอกาสให้พนักงานมีอิสระทางความคิดและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมจนอยากพัฒนาให้บริษัทให้มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ เช่น การทำเป้าหมาย วัตถุประสงค์ขององค์กรหรือต้องการปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นการสื่อสาร 2 ทาง จึงเป็นเหตุผลทำให้พนักงานเกิดภาคภูมิใจในตัวเอง ทำงานอย่างมีความสุขและรักองค์กรมากขึ้น

สนับสนุนและชี้แนวทางความก้าวหน้าให้กับพนักงานด้วยการดูแลผลงานของพนักงานแต่ละคนว่าสามารถเติมเต็มให้สมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในระดับไหนก็ตาม เพราะทุกคนก็ล้วนต้องการความสำเร็จในสายงานของตัวเอง

การสร้างบรรยากาศให้มีความผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด อาจจะมีนโยบายการเสริมสร้างสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย อยู่ดีกินดี รวมไปถึงความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน จะได้มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสำรวจทั้งโลกจากจำนวนล้านคน ได้ข้อสรุปพบว่า เงื่อนไขสำคัญ คือ การสร้างหัวใจที่มีไฟพร้อมทุ่มเทการทำงาน ส่วนเรื่องเงินยังถือว่าเป็นเงื่อนไขรอง เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยหากองค์กรต่าง ๆ จะได้นำเทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงานที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินจากที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นไปปรับใช้ เพื่อความสำเร็จขององค์กร

How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย ป้องกันความล้มเหลวในชีวิต

How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย ป้องกันความล้มเหลวในชีวิต

นิสัยดีจะนำพาความสุขและความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงข้ามหากมีนิสัยไม่ดีหรือที่เรียกว่า นิสัยอันตราย สะสมมาก ๆ ก็จะนำพาไปสู่ความล้มเหลว ไม่ก้าวหน้าหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะเปรียบเสมือนการสะสมสารพิษในร่างกาย เมื่อมีปริมาณมากพอก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ คนเราจึงควรสำรวจตัวเองว่ามีนิสัยอันตรายหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตรายเพื่อป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ดังต่อไปนี้

วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย

รู้จักคุณค่าของเวลามากขึ้น

นักธุรกิจท่านหนึ่ง ชื่อ Mr.Richard Branson ได้กล่าวไว้ว่า นักลงทุนทางการเงินที่ประสบความสำเร็จ จะทราบว่าเวลามีคุณค่ามากกว่าเงินเสียอีก หากใครที่มีนิสัยอันตรายที่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลา ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อสร้างสรรค์อะไรให้กับตัวเอง คนในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมรอบตัว จึงควรเปลี่ยนนิสัยเสียใหม่ด้วยการเริ่มต้นคิดว่าเวลามีประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อย่างมากมายจนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

การขจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

การทำงานไปเรื่อย ๆ ด้วยการคิดว่า ยังไม่อยากทำงานตอนนี้ พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้ เมื่อมาถึงวันที่กำหนดส่งงานก็รีบทำ ทำให้งานคั่งค้างกลายเป็นดินพอกหางหมูหรืองานที่ได้ส่งไปไม่มีประสิทธิภาพ จึงควรกำจัดนิสัยอันตรายในลักษณะนี้ คือ ให้คิดถึงความตายบ่อย ๆ ชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างจำกัด พร้อมคิดว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาได้ทำสิ่งดี ๆ ในแต่ละวัน ถึงแม้ว่าการคิดถึงความตายเหมือนจะเป็นความคิดที่แรงแต่ก็ทำให้มีกำลังใจในการทำงานให้เสร็จและมีคุณภาพตามที่ได้ตั้งไว้

ขจัดนิสัยไม่รู้ร้อน

คนที่มีนิสัยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือสังคมจะเปลี่ยนไปแล้วขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่รู้สึกว่าจะเดือดร้อนอะไร ทำให้ใช้ชีวิตแบบเดิมหรือทำงานแบบเดิม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนิสัยอันตรายเพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือมีชีวิตอยู่กับที่ และถ้าได้สังเกตคนรอบตัว ก็จะพบว่าเขาพัฒนากันไปหมดแล้ว วิธีแก้ไขนิสัยอันตรายในลักษณะนี้ คือ ให้มีการปรับปรุงด้วยการรับรู้ความเป็นไปของสังคม และเข้าหาสังคมสมัยใหม่เพื่อให้ชีวิตได้พัฒนาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขจัดนิสัยความกลัว

หากมีนิสัยมีความกลัวทุกครั้งเวลาที่จะทำอะไร ก็จะเป็นการปิดกั้นโอกาสความสำเร็จได้ เช่น มีความคิดว่า ตัวเองไม่มีความรู้และความสามารถในการลงทุนเพราะกลัวประสบความล้มเหลวจึงไม่ได้ลองทำธุรกิจสักที เพราะฉะนั้น ให้ชนะนิสัยความกลัวด้วยการยอมรับว่ากลัวอะไร แล้วก้าวข้ามด้วยการลงมือทำทั้ง ๆ ที่กลัว เปรียบเสมือนเด็กตัวเล็กที่เพิ่งหัดเดิน ช่วงแรก ๆ ก็จะหกล้มบ่อยแต่ก็ไม่ยอมแพ้และเอาชนะความกลัวด้วยการหัดเดินเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เดินได้

นิสัยอันตรายดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีนิสัยอันตรายอีกหลายอย่างที่นำพาความล้มเหลว เช่น ชอบแก้ตัวเป็นประจำด้วยการหาเหตุผลต่าง ๆ มาอ้างซึ่งบ่งบอกว่าไม่พร้อมพัฒนาตัวเอง นิสัยอวดดีอวดเก่งทั้งที่ไม่เก่งอย่างที่พูดไว้ การทำตัวเหนือกว่าคนอื่น นิสัยโลเลทำให้ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ใครพูดอะไรมาก็ไปตามกระแสหรือแคร์ไปหมด ทั้งที่ตัวเองทำถูกแล้ว นิสัยอิจฉาริษยาหรือรู้สึกทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง เป็นต้น ดังนั้น ควรรู้เท่าทันนิสัยอันตรายของตัวเองเพื่อจะได้เลิกนิสัยนั้น คงเหลือแต่นิสัยที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร

ในแต่ละวัน คนเรามีบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำอยู่หลากหลายด้าน ซึ่งจำเป็นจะต้องแบ่งเวลาในการรับผิดชอบอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้ชีวิตมีสมดุลที่ดี ทั้งในด้านการงาน การเงิน ครอบครัว รวมถึง ยังทำให้มีเวลาสำหรับตัวเองในการผ่อนคลายและทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เพื่อเสริมสร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

การรักษาสมดุลที่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำไว้ให้ทุกคนใส่ใจที่จะแบ่งเวลาและให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม ได้แก่

1. ด้านการงาน

การทำงานที่รัก เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เพิ่มพูนทักษะความสามารถของตนเองและมีความภาคภูมิใจในตนเองอยู่เสมอ ผู้ที่มีความสุขกับการทำงานอย่างแท้จริง มักเกิดจากการได้ทำงานที่ชื่นชอบและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และหากเป็นงานที่มีผลดีต่อสังคม เช่น ช่วยในการลดโลกร้อน ลดขยะพลาสติก ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้มีพลังบวกในการทำงานที่ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

2. ด้านสุขภาพ

สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานหรือการประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น การใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารฮอร์โมนแห่งความสุข ที่จะช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างปกติ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

3. ด้านการเงิน

เมื่อได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน ควรรู้วิธีในการบริหารจัดการเงินที่เหมาะสม โดยยึดหลักเก็บออมก่อนใช้จ่าย ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้จ่ายเกินตัว และหากต้องการสร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุน ก็ต้องศึกษาประเภทการลงทุนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงในระดับที่รับได้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดทุนหรือสภาพคล่องติดลบ ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน จนไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายได้หมด

4. ด้านความสัมพันธ์

คนเราต้องมีครอบครัว พ่อแม่ บุตรหลาน รวมถึงเพื่อนฝูง ที่ต้องหมั่นดูแลซึ่งกันและกัน มีการสอบถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ ผู้ที่ให้ความสำคัญในเรื่องงานมากเกินไปจนละเลยการดูแลสมาชิกในครอบครัว จะทำให้เกิดภาวะตึงเครียดและทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปราะบาง เกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันได้ง่าย จึงทำให้ความสุขในชีวิตขาดหายไป

จะเห็นได้ว่า การรักษาสมดุลในชีวิตทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมา เป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน หากมีการละเลยหรือทุ่มเทกับด้านใดมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาว หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านได้สำรวจตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อปรับสมดุลในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร