ซื้อสินค้าด้วยเสียง ฟังก์ชั่นสะดวกซื้อ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ซื้อสินค้าด้วยเสียง ฟังก์ชั่นสะดวกซื้อ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

หลายปีที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีคำสั่งเสียงในการค้นหาข้อมูล แผนที่ และสิ่งที่ต้องการผ่านทางมือถือและระบบนำทาง GPS ถึงวันนี้มีฟังก์ชั่นซื้อสินค้าด้วยคำสั่งเสียงเพิ่มเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ ช้อปปิ้งง่ายแม้ว่าจะทำกิจกรรมอย่างอื่นในเวลาเดียวกัน

เทคโนโลยีเสียงมีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อย ๆ จากเทคโนโลยีจดจำเสียง การค้นหาด้วยเสียง และคำสั่งเสียงเพื่อค้นหาสินค้าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซซึ่งขยายตัวรวดเร็วในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา การใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นอย่าง Voice Commerce ช่วยให้การซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตคล่องตัวขึ้นมาก ไม่ต้องพิมพ์บนหน้าจอเพื่อค้นหาชื่อผลิตภัณฑ์ แต่สามารถพูดคุยกับแอปพลิเคชันโดยตรงและได้รับผลลัพธ์แบบเดียวกัน แม้ว่าฟีเจอร์สั่งซื้อด้วยเสียงก้าวล้ำทันสมัย แต่ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องพัฒนาต่อไปจนกว่าจะให้ความยืดหยุ่นและคำตอบที่ตรงใจผู้ใช้มากขึ้น

เทรนด์คำสั่งเสียงกำลังจะมาแรงเพราะประหยัดเวลา เนื่องจากการค้นหาด้วยเสียงเร็วกว่าการพิมพ์ประมาณ 4 เท่า แต่สำหรับเทคโนโลยีในปัจจุบันผลลัพธ์ที่ได้อาจช้ากว่าการพิมพ์ 10 เท่า แต่มีแนวโน้มว่าการสืบค้นจะง่ายขึ้น สามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ได้ลึกและซับซ้อนยิ่งขึ้น แม้ว่าเทคโนโลยีเสียงจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยเห็น Siri ของ Apple และ Alexa ของ Amazon กันมาแล้ว มีประโยชน์ชัดเจนในแง่ของความสามารถในการโต้ตอบแบบแฮนด์ฟรีและลำโพงอัจฉริยะ แต่ยังมีข้อจำกัดการค้นหาที่มักจะใช้สำหรับงานง่าย ๆ เช่น เล่นเพลง ตรวจสภาพอากาศ และเปิดเว็บเสิร์จเอ็นจิน ซึ่งเทคโนโลยียังต้องก้าวหน้าต่อไปซึ่งเป็นความท้าทายของแบรนด์ค้าปลีกและธุรกิจอีคอมเมิร์ซทุกประเภทที่ต้องตามเทรนด์ให้ทัน

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักว่าเทคโนโลยีเสียงทำงานอย่างไร การค้นหาด้วยเสียงขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) ซึ่งบันทึกและถอดเสียงคำพูดเป็นข้อความและทำตามคำสั่งค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและส่งผลลัพธ์ตามคำเรียก วิธีการค้นหาในปัจจุบันมีข้อจำกัดว่าต้องใช้คำสั่งง่าย ๆ ไม่ให้เกิดความสับสน เช่น “หาปั๊มน้ำมันที่อยู่ใกล้” เพื่อให้การค้นหาด้วยเสียงมีประสิทธิภาพและให้ผลลัพธ์ตามความตั้งใจ

ประโยชน์ของการค้นหาด้วยเสียงทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น เพียงเปิดใช้งานมือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็จับจ่ายซื้อของได้ในทันที การซื้อสินค้าด้วยเสียงทำให้ประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์เป็นส่วนตัวมากขึ้น ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องพิมพ์ข้อความ ไม่ต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชีส่วนตัวและเพิ่มสินค้าลงในรถเข็นได้จนกว่าจะพร้อมค่อยกดสั่งซื้อในครั้งเดียว

ในขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถรวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ค้นหาเป็นไอเดียพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ก้าวนำหน้าคู่แข่ง ร้านค้าอีคอมเมิร์ซสามารถใช้เทคโนโลยีเสียงเป็นเครื่องมือตรวจสอบการชำระเงิน ผู้ซื้อสบายใจ ผู้ขายได้เงินชัวร์ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่จะดูน่ากังวลในระยะแรกและมีความท้าทายเช่นเดียวกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น วิธีการพูดและภาษาที่ซับซ้อนหรือสำเนียงพูดมีผลต่อการประมวลผล ทำให้ AI ไม่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการซื้ออะไร ทั้งยังต้องใช้งานมือถือสเปกสูงเพื่อเปิดใช้งานการค้นหาด้วยเสียง แต่ในอนาคตผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นจะคุ้นเคยและใช้เป็นเครื่องมือในการช้อปปิ้งที่สะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้น

5 วิธี พัฒนาตัวเอง ให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

5 วิธี พัฒนาตัวเอง ให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถ้าคุณกำลังรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ ต้องการหาวิธีพัฒนาตัวเองเพื่อให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทำให้คุณกลายเป็นคนแข็งแกร่งที่สามารถสู้ต่อทุกสถานการณ์ได้ดี ทั้งยังนำพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมและถูกต้อง เข้าใกล้ความสำเร็จได้มากขึ้น ขอแนะนำ 5 วิธีดังต่อไปนี้ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถพัฒนาในทุก ๆ เรื่องของตัวเองได้ดีกว่าเดิม คือ

1.เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้
เริ่มต้นการพัฒนาตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเองก่อนหน้านี้ใหม่ทั้งหมด ถ้าคุณเป็นคนจับจดหรือมีความขี้เกียจอยู่ในตัวเองสูง ให้เปลี่ยนมาสู่ผู้ที่รักการเรียนรู้ ตื่นเต้นที่จะศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ กระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉงตลอดเวลา พร้อมตั้งใจที่จะทำงานหรือเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวคุณเองอย่างมุ่งมั่น ควรจัดตารางเวลาให้ถูกต้องทั้งการเรียนหรือการทำงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัว แล้วทำอย่างต่อเนื่องตลอด 30 วัน เพียงเท่านี้คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แบบอัตโนมัติ

2.กล้าที่จะตัดสินใจ
เมื่อคุณรู้ว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบการตัดสินใจหรือกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ให้คุณเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วกล้าที่จะตัดสินใจในทุก ๆ เรื่องมากขึ้น โดยเริ่มต้นตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ ที่คุณยังลังเลใจให้ได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องคิดมาก คิดเพียงแค่ว่าสิ่งที่คุณตัดสินใจถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเลือกแล้วก็ทำให้เต็มที่ ถ้าทำได้ไม่ดีก็เพียงแค่เก็บไว้เป็นประสบการณ์แล้วก้าวเดินต่อไป

3.นำประสบการณ์ที่มีมาสอนตัวเอง
นำประสบการณ์ที่คุณได้พบเจอในชีวิตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านล้มเหลว มาสู่การเป็นบทเรียนเพื่อสอนตัวเอง ถ้าไปในด้านที่ดีคุณจะได้รู้ว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องและสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ แต่ถ้าเป็นด้านที่ไม่ดีหรือผิดพลาดไปแล้ว คุณจะได้เรียนรู้ไว้ว่าไม่ควรทำซ้ำอีกครั้ง ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญต่อผู้ที่ต้องการพัฒนาความสามารถของตัวเองเป็นอย่างมาก

4.จัดเวลาให้เหมาะสม
แม้ว่าการพัฒนาตัวเองจะเป็นความมุ่งมั่นที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่คุณควรจัดเวลาในการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เพราะมนุษย์ย่อมต้องมีมุมในการพักผ่อนและลดความตึงเครียดของตัวเองลง เพียงแค่คุณจัดเวลาในการพักให้ถูกต้อง คุณก็จะมีพลังพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและต่อสู้กับเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีมากขึ้น

5.ดึงความสามารถจริงมาใช้
ลองวิเคราะห์ให้ดีว่าตัวคุณนั้นมีความสามารถในด้านใดบ้าง แล้วกระจายออกมาเป็นรูปธรรมด้วยการจดสิ่งที่คุณทำได้ดีไว้บนสมุด แล้ววิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ ทีละส่วนว่าความสามารถไหนที่คุณทำได้ดีมากที่สุด จากนั้นดึงเอาความสามารถในอันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 5 มาทดลอง ซึ่งถ้าแบบไหนออกมาดีที่สุด ทำให้คุณมีความสุขและไปต่อได้อย่างสบายใจ นั่นหมายความว่าทางนั้นถูกต้องที่สุดแล้วนั่นเอง

การพัฒนาตัวเองจะช่วยทำให้คุณมีความสุขในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดความรู้สึกท้อแท้จากการใช้ชีวิตที่ผิดพลาดลงได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคุณจึงควรทำตามทั้ง 5 วิธีที่แนะนำไว้ข้างต้น เพื่อทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไปและเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นอีกด้วย

ไอเดียซื้อของขวัญให้คนรักที่เป็นผู้ชาย

ไอเดียซื้อของขวัญให้คนรักที่เป็นผู้ชาย

การเลือกซื้อของขวัญให้คนรักที่เป็นผู้ชาย เป็นเรื่องที่น่าหนักใจของผู้หญิงหลายคน เพราะผู้ชายมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากผู้หญิง และหากเป็นผู้ชายที่ช่างเลือกก็ยิ่งทำให้ต้องคิดหลายตลบ ว่าควรจะเลือกอะไรดี เราจึงมีไอเดียการเลือกซื้อของขวัญให้คนรักของคุณมาฝากกัน ดังนี้

1. นาฬิกา
ผู้ชายเกือบทุกคนสวมใส่นาฬิกาตลอดเกือบเวลา และผู้ชายส่วนใหญ่จะมีนาฬิกามากกว่า 1 เรือน เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น นาฬิกาสายโลหะหรือสายหนังสำหรับวันทำงานในออฟฟิศ นาฬิกาแบบสปอร์ตสำหรับวันสบาย ๆ หรือการท่องเที่ยวพักผ่อน หากเป็นคนรักสุขภาพชอบเล่นกีฬา ก็จะมีนาฬิกาที่สามารถตรวจสอบเช็คอัตราการเต้นหัวใจ ความดันโลหิต ฯลฯ และเชื่อมโยงของระบบ GPS ในมือถือได้แบบเรียลไทม์ด้วย คุณจึงควรเลือกนาฬิกาที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรักมากที่สุด

2. เสื้อกีฬา
ผู้ชายกับกีฬาฟุตบอลเป็นของคู่กัน ในทีมฟุตบอลต่างประเทศแต่ละทีม จะมีเสื้อที่ออกแบบมาสวยงามมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลิเวอร์พูล ฟูแล่ม สเปอร์ ฯลฯ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงชอบหาซื้อเสื้อกีฬาลิขสิทธิ์ของแท้สั่งตรงจากต่างประเทศ โดยเป็นทีมที่เขาชื่นชอบมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่ต้องมีการจองล่วงหน้า หรือมีการประมูลมา เขาจะยิ่งประทับใจมาก หากคนรักซื้อให้ มั่นใจได้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งของรักของหวงที่เขาจดจำไม่มีลืม พร้อมใส่เชียร์บอลพรุ่งนี้กับเพื่อนๆได้อย่างสนุกสนาน

3. น้ำหอม
น้ำหอมสำหรับผู้ชายเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิก ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ น้ำหอมผู้ชายมีกลิ่นและดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างจากผู้หญิง การเลือกซื้อน้ำหอมให้คนรักจึงเป็นเรื่องยากไม่น้อย หากผู้หญิงต้องการเลือกให้คนรักจึงต้องสังเกตดูว่าน้ำหอมที่เขาใช้อยู่ปกตินั้นเป็นแบรนด์ใด กลิ่นแบบไหน จะทำให้เลือกน้ำหอมได้ถูกใจคนรักยิ่งขึ้น

4. อุปกรณ์ไอที
ผู้ชายเป็นเพศที่ชื่นชอบความทันสมัยและเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไอที ไม่ว่าจะเป็นเกม หูฟังไร้สาย คีย์บอร์ดสำหรับเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต เพื่อการทำงานได้ทุกสถานที่ เม้าส์ดีไซน์เก๋ ไมโครโฟนคุณภาพสูงสำหรับตัดเสียงรบกวน ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งของที่ผู้ชายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชื่นชอบ เพียงเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพดีและมีดีไซน์ที่สวยงาม ก็มั่นใจได้ว่าจะเป็นของขวัญที่ถูกใจและถูกหยิบมาใช้บ่อยตลอดปี

ของขวัญสำหรับคนรักที่เป็นผู้ชายนั้น ควรเลือกจากไลฟ์สไตล์และดีไซน์ที่คนรักของคุณชื่นชอบเป็นหลัก คุณทั้งคู่อาจเลือกซื้อหาด้วยกันในโอกาสสำคัญก็ได้ สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลในเรื่องของราคาสินค้ามากเกินไป เพราะคุณค่าไม่ได้อยู่ที่ราคาถูกหรือแพง แต่อยู่ที่ความตั้งใจในการมอบให้คนที่รัก

การจารใบลาน มรดกทางภูมิปัญญาของชาวล้านนา

การจารใบลาน มรดกทางภูมิปัญญาของชาวล้านนา

ใครที่ได้มีโอกาสไปทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัด อาจจะเคยเห็นคัมภีร์ใบลานที่พระท่านถือเวลาเทศนาให้กับญาติโยมได้รับฟังกันในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา แต่เคยสงสัยกันไหมว่าใบลานเหล่านี้มาจากไหน และมีความเป็นมาอย่างไร ไม่รอช้าวันนี้เราได้ไปเสาะหาเรื่องราวที่น่าสนใจของใบลาน และการจารใบลาน ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาวล้านนามาฝากกัน

ใบลาน ได้จากต้นลาน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ และเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในตระกูลปาล์ม ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนและอเมริกา ถือเป็นไม้เศรษฐกิจของไทย ด้วยประโยชน์ที่ได้รับจากส่วนต่าง ๆ ทั้งด้านอุปโภคและบริโภค เรียกว่าสามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ยอดไปจนถึงรากเลยทีเดียว

เช่น ยอดใบลาน ใช้ทำเป็นหนังสือเรียกว่าว่า “คัมภีร์ใบลาน” การ์ด นามบัตร ที่คั่นหนังสือ ตลอดจนผลิตภัณฑ์จักสาน จำพวก พัด หมวกงอบ เสื่อ กระเป๋า โมบายรูปสัตว์ การ์ด และนามบัตรต่าง ๆ เป็นต้น

จากข้อมูลประวัติศาสตร์พบว่า การจารหนังสือบนใบลาน เริ่มขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ต่อมาเทคนิควิธีและแนวคิดนี้ได้แพร่หลายไปพร้อมกับความเจริญของพระพุทธศาสนาในหลายประเทศแถบเอเซีย ส่วนใหญ่นิยมจารใบลานเกี่ยวกับพระธรรม คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก และเนื้อหาของรามเกียรติ์ โดยอักษรที่ใช้ ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี และอักษรขอม

ในประเทศไทย การจารใบลานถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัด แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน ในสมัยนั้น ซึ่งแบ่งตัวอักษรสำหรับใช้งานเป็น 2 ลักษณะได้แก่ “อักษรฝักขาม” นิยมใช้เขียนบันทึกและวรรณคดีทางโลก ส่วนอักษร “อักษรธรรมล้านนา” นิยมใช้บันทึกหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยมีขั้นตอนการทำหนังสือใบลานแบบดั้งเดิมดังนี้

1.เตรียมใบลาน ด้วยการทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า จากนั้นนำมาผึ่งแดด ตากน้ำค้างทิ้งไว้ประมาณ 4 คืน นำไป ต้มด้วยน้ำซาวข้าวเพื่อให้ขาวและอ่อนตัว เสร็จแล้วนำขึ้นผึ่งแดด ตากน้ำค้างอีก 2 แดด (โบราณนิยมทำในฤดูหนาว เพราะไม่มีน้ำค้าง) เมื่อใบลานนิ่มแล้วดึงเอาก้านออก ม้วนเหมือนกระดาษทิชชู เพื่อให้ใบลาน เหยียดตรง นำใบลานที่เตรียมไว้มาแทงด้วยเหล็กร้อนให้เกิดรู 2 ข้าง เว้นระยะให้เท่า ๆ กัน จากนั้นนำก้านลานมาร้อยซ้อนกันจนได้มัดใบลานที่ขนาดพอเหมาะ นำท่อนไม้ขนาดใหญ่วางทับไว้ 4-5 วัน จนแห้งสนิท ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ ณ หอสมุดแห่งชาติ พบว่าใบลานจัดเป็นวัสดุที่มีความคงทนและเก็บรักษาได้นับร้อยปี

2.การจารใบลาน ใช้เหล็กจารเขียน หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า “จาร” ตัวหนังสือให้เป็นรอยลึกลงในเนื้อลาน รูปอักษรที่เขียนด้วยวิธีจารเรียกว่า “เส้นจาร” เริ่มจากการตีเส้นโดนใช้เส้นด้ายเหนียว ขึงบนกรอบรูปไม้4เหลี่ยมผืนผ้า ใช้เป็นเส้นบรรทัดตามจำนวนที่ต้องการ จากนั้นผสมเขม่าไฟกับน้ำให้ข้น แล้วนำลูกประคบไปชุบและลูบไปตามเส้นด้าย วางกรอบลงบนใบลานที่จะจาร แล้วดึงเส้นด้ายออกทีละเส้น ดีดเขม่าลงบนใบลาน เพื่อกำหนดเส้นบรรทัด วางลงบนสนับรองจาร เมื่อจารเสร็จใช้ลูกประคบจุ่มเขม่าไฟผสมน้ำมันยาง ปาดเบา ๆ ไปบนตัวอักษรที่จารไว้ แล้วจึงค่อยใช้ทรายละเอียดขัดเบา ๆ เป็นวงกลมเพื่อให้น้ำมันยางและเขม่าหลุดออก เหลือไว้แต่ตัวอักษร

3. การเข้าผูก นำหนังสือใบลานที่เรียงลำดับอังกาบ ตามตัวเลขและอักษรที่ระบุไว้ ให้ได้ 24 ลาน จึงเรียกว่า 1 ผูก โดยเรียงใบลานเปล่าไว้ทั้งด้านหน้า และหลัง เช่นเดียวกับปกหนังสือ จากนั้นใช้ด้ายผูกร้อยในรูที่เจาะไว้ เรียกว่า “สายสนอง” นิยมร้อยไว้เฉพาะด้านซ้าย เพื่อความสะดวกในการเปิดอ่าน

ในอดีต คัมภีร์ใบลานเป็นการแสดงฝีมือในเชิงช่างของแต่ละชุมชน ไว้บนแผ่นไม้ที่ใช้ประกบคัมภีร์ใบลาน ด้วยการลงรักปิดทอง ฝังมุก หรือประดับกระจกด้วยเทคนิคโบราณ แล้วห่อด้วยผ้าทอพิมพ์ลาย ผ้าปัก ที่สวยงามประณีต เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหาย

การจารใบลาน นับเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาวล้านนาที่น่าภาคภูมิใจอีกชิ้นหนึ่ง เพราะนอกจากประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาแล้ว การจารใบลานยังมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีต สะท้อนถึงภูมิปัญญาและความรักความศรัทธาของบรรพชนที่ต้องการช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

3 สิ่งที่ควรรู้ การค้นหาตัวเองเพื่อความสุขในชีวิต

3 สิ่งที่ควรรู้ การค้นหาตัวเองเพื่อความสุขในชีวิต

การค้นหาตัวเอง คือ การต้องการทราบว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งตรงไหน บางคนอายุ 40 – 60 ปี ไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าตัวเองถนัด ชอบหรืออยากทำอะไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 3 สิ่งที่ควรรู้ ในการค้นหาตัวเองเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่รัก จะได้มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

1. ไม่ปล่อยชีวิตตามกระแสรอบข้าง
เมื่อมีความกล้าหาญ ไม่ปล่อยให้ชีวิตไปตามกระแสรอบข้างหรือฝืนทำในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ชอบหรือมีความถนัด เพื่อเลือกในสิ่งที่ตัวเองรักจริง ๆ ว่าอยากทำอะไร ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขในระยะยาว เนื่องจากทำสิ่งนั้นได้ดีและนำไปสู่ความสำเร็จอีกด้วย

2. เชื่อในเรื่องพรสวรรค์และพรแสวง
ความเชื่อในเรื่องพรแสวง มีบางคนบอกว่า ถ้าคุณทุ่มเททำอะไรอย่างจริงจังหรือเต็มที่เป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง ก็จะทำให้เชี่ยวชาญหรือเก่งเรื่องนั้น แต่ในความเป็นจริงมีจุดแนวร่วมประสานกันอยู่ คือ นอกจากจะมีการฝึกฝนเรื่องพรแสวงแล้ว ก็ต้องมีพรสวรรค์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น BEETHOVEN ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ยังไม่ได้สะสมชั่วโมงการแต่งเพลงก็สามารถแต่งโน้ตเพลงได้มากมายจนโด่งดัง ลักษณะเช่นนี้เป็นพรสวรรค์ ซึ่งคนทั่วไปมักจะมีพรสวรรค์ในบางเรื่องอยู่ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกันอยู่แล้ว หากได้ฝึกฝนต่อก็จะทำให้ทำสิ่งนั้นดีเยี่ยม เพราะฉะนั้น ไม่ควรปฏิเสธด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง

3. มี HERO ในดวงใจ
การที่จะมีแรงบันดาลใจอยากจะทำสิ่งที่รักนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการเห็น HERO ในดวงใจ เช่น เด็กที่ชอบดูฟุตบอลแล้วได้เห็นนักฟุตบอลที่เก่งมาก ทำให้ชอบคนนี้เป็นพิเศษ จึงเกิดความรู้สึกว่า อยากจะเป็นนักฟุตบอล ความรู้สึกนี้บางทีเกิดมาชั่ววูบ 1 – 3 เดือน แล้วเลิกไป บางคนก็เกิดความรู้สึกยาวนานแล้วได้ทำตามนั้นจริง แต่คนที่ทำตาม HERO มักพบว่าเป็นคนส่วนน้อย เนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็น การเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายแล้วต้องเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้จบปริญญาตรี เมื่อจบแล้วต้องหางานทำให้ได้ก่อนเพื่อให้มีเงินเดือนใช้ จะได้มีความมั่นคงในชีวิต ทำให้เกิดความคิดว่าถ้าจะทำอย่างที่หัวใจเรียกร้องด้วยการตาม HERO ที่ชื่นชอบ ก็คงเสี่ยงเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินรอยตาม HERO ในดวงใจ อาจจะไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ก็สามารถทำได้ในบางเรื่อง เช่น นำแนวคิดและทัศนคติที่ดีของบุคคลต้นแบบที่ชื่นชอบมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์

3 สิ่งที่ควรรู้ในการค้นหาตัวเองเพื่อได้ทำสิ่งที่รักดังกล่าวข้างต้น บางคนบอกว่าเป็นเรื่องอุดมคติหรือพูดเล่น ๆ ได้ ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากบางคนได้ทำงาน 3 – 10 ปีแล้ว จะให้มาเปลี่ยนวิถีชีวิตตอนนี้แล้วเริ่มเรียนรู้และทำสิ่งใหม่ ก็เกรงว่าจะทำไม่ได้ บางคนมีครอบครัวและมีลูกแล้ว จะให้วางมือจากงานที่ทำปัจจุบันเพื่อศึกษาการทำสิ่งที่รัก ก็คงคิดหนักเลยทีเดียว หากไม่กล้าลงมือทำ ได้แต่พูดคุย สุดท้ายก็ดำเนินชีวิตไปตามแบบเก่าหรือทำงานเดิมนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่ก็มีบางคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงมาทำสิ่งที่ตนถนัดและชื่นชอบ ก็เป็นหนทางใหม่ที่อย่างน้อยก็มีความสุขและพอใจในการทำงานทุกวัน ส่วนจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวคุณเอง

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน ที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน ที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

พนักงานถือว่าเป็นทรัพยากรอันดับหนึ่งขององค์กรที่เป็นหลักประกันในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ ซึ่งลักษณะของพนักงานมี 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง พนักงานที่มีความปรารถนาที่จะทำงานให้กับองค์กรด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์และไม่คิดจะลาออกไปไหน แต่ไม่คิดจะพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าต่อไป ซึ่งแตกต่างกับแบบที่สอง พนักงานที่มีความผูกพัน จนมีความทุ่มเท มุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงความลำบากของตัวเอง เราจึงมีผลสำรวจ ตัวอย่างพร้อมเทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรแบบซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ดังต่อไปนี้

ผลสำรวจความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กร

การสำรวจ 140 ประเทศ จากพนักงาน 150,000 คน มีพนักงานเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีความผูกพันต่อองค์กร และพนักงาน 63 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีความผูกพันต่อองค์กร ส่วนพนักงานที่เหลืออีก 24 เปอร์เซ็นต์ เป็นพนักงานที่ชอบเผยแพร่ความคิดในแง่ลบเพราะไม่มีความรักต่อองค์กรเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่มีความสุขในการทำงาน

ตัวอย่าง องค์กรที่พนักงานมีความผูกพันแบบซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

บริษัท องค์กร ห้างร้าน ราชการหรืออื่น ๆ ล้วนต้องการพนักงานที่มีความจงรักภักดี ทุ่มเทอุทิศตน เพื่อที่จะได้มีความเติบโตและขยายกิจการ เช่น การเติบโตของกูเกิ้ลซึ่งเป็นบริษัทที่มีการขยายกิจการอย่างกว้างขวาง จนมูลค่าหุ้นของบริษัทประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเท่ากับ GDP ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นบริษัทที่ไม่ใช่เฉพาะหาข้อมูลอย่างเดียว แต่ยังมีแผนที่ดูโลกทั้งใบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือสถานที่ตรงไหนก็ตาม และยังสามารถนำรถติดกล้องแล้ววิ่งถ่ายภาพเก็บไปทั่ว สามารถดูวิวของพื้นที่ในเมืองแต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดกูเกิ้ลเป็นล้านเล่มทั่วโลก จุดประสงค์ให้ผู้คนค้นดูได้ในห้องสมุดออนไลน์ รวมถึงยังจะให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรูปแบบ Wi-Fi ในราคาถูกให้กับผู้คน 3,000 ล้านคนในโลก ไม่ว่าจะอยู่ชนบทก็ตาม เนื่องจากได้ข่าวว่ากูเกิ้ลซื้อดาวเทียม 180 ดวง ไปกุมพื้นที่โลกเป็นจำนวนเงิน 90,000 กว่าล้านบาท

การที่ Google ประสบความสำเร็จเริ่มจาก Search Engine ค้นอะไรก็เจอไปหมด บอล เกม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วิธีทำอาหาร จนต่อมาประสบความสำเร็จกับ playstore ในมือถือแอนดรอย การให้บริการของกูเกิ้ลทำให้ผู้ใช้คาดไม่ถึงว่าจะให้ได้ขนาดนี้ เหตุผลก็เพราะว่ากูเกิ้ลสามารถทำให้พนักงาน มีความรักและมีไฟในการทำงาน ด้วยการให้ความสะดวกได้อย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหารที่เลี้ยงฟรี นอนที่เก้าอี้นอนโดยมีที่คลุมศีรษะเพื่อไม่ให้มีการรบกวนของแสงและเสียงของคนอื่น อาบน้ำในเวลาไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำ ลานโบวิ่ง สนามเปตอง โรงยิม สิ่งเหล่านี้เป็นการเอาใจพนักงานให้มีความรู้สึกเหมือนบ้านแบบไม่ต้องไปไหนเลย รวมถึงให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อที่จะให้เวลาพิเศษ 1 วัน ว่าอยากทำอะไร

ด้วยการรวมกลุ่มกันสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หากมีแนวความคิดที่ดีและประสบความสำเร็จ จากพนักงานธรรมดาก็มีสิทธิ์กลายเป็นผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นได้ เมื่อบริษัทให้พนักงานอย่างยุติธรรมทำให้มีบัณฑิตที่จบใหม่แห่มาสมัครประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้บริษัทอื่น ๆ แม้กระทั่งบริษัท ไมโครซอฟท์ ยังไม่เทียบเท่าเลย จึงต้องรอบริษัทกูเกิ้ลรับไปก่อน หากคนสมัครเหลือ บริษัทอื่นค่อยมารับส่วนที่เหลือ

เทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงาน

คัดเลือกพนักงานให้เหมาะสมกับองค์กรในการสร้างทีมทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะผู้บริหารหรือผู้จัดการ เพราะจากการวิจัยได้กล่าวว่า ผู้บริหาร 1 คนที่ไม่ทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่จะส่งผลให้พนักงานอีก 3 คนไม่ทุ่มเทในการทำงานเช่นเดียวกัน

เปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้จุดแข็งในการทำงาน เนื่องจากเมื่อได้ให้พนักงานทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้ นอกจากนี้เปิดโอกาสให้พนักงานมีอิสระทางความคิดและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมจนอยากพัฒนาให้บริษัทให้มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ เช่น การทำเป้าหมาย วัตถุประสงค์ขององค์กรหรือต้องการปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นการสื่อสาร 2 ทาง จึงเป็นเหตุผลทำให้พนักงานเกิดภาคภูมิใจในตัวเอง ทำงานอย่างมีความสุขและรักองค์กรมากขึ้น

สนับสนุนและชี้แนวทางความก้าวหน้าให้กับพนักงานด้วยการดูแลผลงานของพนักงานแต่ละคนว่าสามารถเติมเต็มให้สมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในระดับไหนก็ตาม เพราะทุกคนก็ล้วนต้องการความสำเร็จในสายงานของตัวเอง

การสร้างบรรยากาศให้มีความผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด อาจจะมีนโยบายการเสริมสร้างสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย อยู่ดีกินดี รวมไปถึงความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน จะได้มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสำรวจทั้งโลกจากจำนวนล้านคน ได้ข้อสรุปพบว่า เงื่อนไขสำคัญ คือ การสร้างหัวใจที่มีไฟพร้อมทุ่มเทการทำงาน ส่วนเรื่องเงินยังถือว่าเป็นเงื่อนไขรอง เพราะฉะนั้น จะดีไม่น้อยเลยหากองค์กรต่าง ๆ จะได้นำเทคนิคการสร้างความผูกพันของพนักงานที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงินจากที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นไปปรับใช้ เพื่อความสำเร็จขององค์กร

How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย ป้องกันความล้มเหลวในชีวิต

How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย ป้องกันความล้มเหลวในชีวิต

นิสัยดีจะนำพาความสุขและความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงข้ามหากมีนิสัยไม่ดีหรือที่เรียกว่า นิสัยอันตราย สะสมมาก ๆ ก็จะนำพาไปสู่ความล้มเหลว ไม่ก้าวหน้าหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะเปรียบเสมือนการสะสมสารพิษในร่างกาย เมื่อมีปริมาณมากพอก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ คนเราจึงควรสำรวจตัวเองว่ามีนิสัยอันตรายหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี How to วิธีจัดการกับนิสัยอันตรายเพื่อป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ดังต่อไปนี้

วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย

รู้จักคุณค่าของเวลามากขึ้น

นักธุรกิจท่านหนึ่ง ชื่อ Mr.Richard Branson ได้กล่าวไว้ว่า นักลงทุนทางการเงินที่ประสบความสำเร็จ จะทราบว่าเวลามีคุณค่ามากกว่าเงินเสียอีก หากใครที่มีนิสัยอันตรายที่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลา ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่เพื่อสร้างสรรค์อะไรให้กับตัวเอง คนในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมรอบตัว จึงควรเปลี่ยนนิสัยเสียใหม่ด้วยการเริ่มต้นคิดว่าเวลามีประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อย่างมากมายจนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

การขจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

การทำงานไปเรื่อย ๆ ด้วยการคิดว่า ยังไม่อยากทำงานตอนนี้ พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้ เมื่อมาถึงวันที่กำหนดส่งงานก็รีบทำ ทำให้งานคั่งค้างกลายเป็นดินพอกหางหมูหรืองานที่ได้ส่งไปไม่มีประสิทธิภาพ จึงควรกำจัดนิสัยอันตรายในลักษณะนี้ คือ ให้คิดถึงความตายบ่อย ๆ ชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างจำกัด พร้อมคิดว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาได้ทำสิ่งดี ๆ ในแต่ละวัน ถึงแม้ว่าการคิดถึงความตายเหมือนจะเป็นความคิดที่แรงแต่ก็ทำให้มีกำลังใจในการทำงานให้เสร็จและมีคุณภาพตามที่ได้ตั้งไว้

ขจัดนิสัยไม่รู้ร้อน

คนที่มีนิสัยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือสังคมจะเปลี่ยนไปแล้วขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่รู้สึกว่าจะเดือดร้อนอะไร ทำให้ใช้ชีวิตแบบเดิมหรือทำงานแบบเดิม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนิสัยอันตรายเพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือมีชีวิตอยู่กับที่ และถ้าได้สังเกตคนรอบตัว ก็จะพบว่าเขาพัฒนากันไปหมดแล้ว วิธีแก้ไขนิสัยอันตรายในลักษณะนี้ คือ ให้มีการปรับปรุงด้วยการรับรู้ความเป็นไปของสังคม และเข้าหาสังคมสมัยใหม่เพื่อให้ชีวิตได้พัฒนาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขจัดนิสัยความกลัว

หากมีนิสัยมีความกลัวทุกครั้งเวลาที่จะทำอะไร ก็จะเป็นการปิดกั้นโอกาสความสำเร็จได้ เช่น มีความคิดว่า ตัวเองไม่มีความรู้และความสามารถในการลงทุนเพราะกลัวประสบความล้มเหลวจึงไม่ได้ลองทำธุรกิจสักที เพราะฉะนั้น ให้ชนะนิสัยความกลัวด้วยการยอมรับว่ากลัวอะไร แล้วก้าวข้ามด้วยการลงมือทำทั้ง ๆ ที่กลัว เปรียบเสมือนเด็กตัวเล็กที่เพิ่งหัดเดิน ช่วงแรก ๆ ก็จะหกล้มบ่อยแต่ก็ไม่ยอมแพ้และเอาชนะความกลัวด้วยการหัดเดินเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เดินได้

นิสัยอันตรายดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีนิสัยอันตรายอีกหลายอย่างที่นำพาความล้มเหลว เช่น ชอบแก้ตัวเป็นประจำด้วยการหาเหตุผลต่าง ๆ มาอ้างซึ่งบ่งบอกว่าไม่พร้อมพัฒนาตัวเอง นิสัยอวดดีอวดเก่งทั้งที่ไม่เก่งอย่างที่พูดไว้ การทำตัวเหนือกว่าคนอื่น นิสัยโลเลทำให้ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ใครพูดอะไรมาก็ไปตามกระแสหรือแคร์ไปหมด ทั้งที่ตัวเองทำถูกแล้ว นิสัยอิจฉาริษยาหรือรู้สึกทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง เป็นต้น ดังนั้น ควรรู้เท่าทันนิสัยอันตรายของตัวเองเพื่อจะได้เลิกนิสัยนั้น คงเหลือแต่นิสัยที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

วิธีจัดการกับนิสัยอันตราย

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร

ในแต่ละวัน คนเรามีบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำอยู่หลากหลายด้าน ซึ่งจำเป็นจะต้องแบ่งเวลาในการรับผิดชอบอย่างเหมาะสม จึงจะทำให้ชีวิตมีสมดุลที่ดี ทั้งในด้านการงาน การเงิน ครอบครัว รวมถึง ยังทำให้มีเวลาสำหรับตัวเองในการผ่อนคลายและทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เพื่อเสริมสร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

การรักษาสมดุลที่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำไว้ให้ทุกคนใส่ใจที่จะแบ่งเวลาและให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม ได้แก่

1. ด้านการงาน

การทำงานที่รัก เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เพิ่มพูนทักษะความสามารถของตนเองและมีความภาคภูมิใจในตนเองอยู่เสมอ ผู้ที่มีความสุขกับการทำงานอย่างแท้จริง มักเกิดจากการได้ทำงานที่ชื่นชอบและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และหากเป็นงานที่มีผลดีต่อสังคม เช่น ช่วยในการลดโลกร้อน ลดขยะพลาสติก ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้มีพลังบวกในการทำงานที่ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

2. ด้านสุขภาพ

สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานหรือการประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น การใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารฮอร์โมนแห่งความสุข ที่จะช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างปกติ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตในระยะยาว

3. ด้านการเงิน

เมื่อได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน ควรรู้วิธีในการบริหารจัดการเงินที่เหมาะสม โดยยึดหลักเก็บออมก่อนใช้จ่าย ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้จ่ายเกินตัว และหากต้องการสร้างความร่ำรวยด้วยการลงทุน ก็ต้องศึกษาประเภทการลงทุนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงในระดับที่รับได้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดทุนหรือสภาพคล่องติดลบ ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน จนไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายได้หมด

4. ด้านความสัมพันธ์

คนเราต้องมีครอบครัว พ่อแม่ บุตรหลาน รวมถึงเพื่อนฝูง ที่ต้องหมั่นดูแลซึ่งกันและกัน มีการสอบถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ ผู้ที่ให้ความสำคัญในเรื่องงานมากเกินไปจนละเลยการดูแลสมาชิกในครอบครัว จะทำให้เกิดภาวะตึงเครียดและทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปราะบาง เกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันได้ง่าย จึงทำให้ความสุขในชีวิตขาดหายไป

จะเห็นได้ว่า การรักษาสมดุลในชีวิตทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมา เป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน หากมีการละเลยหรือทุ่มเทกับด้านใดมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาว หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านได้สำรวจตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อปรับสมดุลในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

การรักษาสมดุลชีวิตสำคัญอย่างไร